ทำไมผมเลิกโพสต์คลิปสั้น เลิกสนใจกระแสไวรัล แล้วกลับมาเขียนบล็อก
อินเทอร์เน็ตเริ่มต้นจากหน้าเว็บธรรมดาที่มีไว้แบ่งปันความรู้ วันนี้มันกลายเป็นสนามที่แพลตฟอร์มแย่งเวลาของเรา บทความนี้เล่าว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างทาง และทำไมผมเลือกกลับมาเขียนบนพื้นที่ของตัวเอง
ช่วงหนึ่งผมตั้งใจทำคลิปสั้นเกี่ยวกับงานในสวนลงโซเชียลแทบทุกสัปดาห์ ทั้งเครื่องให้อาหารปลา ระบบพ่นหมอก และการเดินสายแลนข้ามแปลง ทุกคลิปใช้เวลาถ่าย ตัดต่อ และคิดแคปชันนานพอสมควร แต่สิ่งที่ผมเฝ้าดูหลังโพสต์กลับไม่ใช่ว่าใครได้ประโยชน์อะไร ผมนั่งดูแค่ตัวเลขยอดวิว
วันหนึ่งผมถามตัวเองว่า กำลังทำสิ่งนี้เพื่อใคร เพื่อคนที่อยากรู้จริง ๆ หรือเพื่อให้ระบบของแพลตฟอร์มพอใจ คำตอบที่ได้ทำให้ผมย้อนกลับไปคิดถึงอินเทอร์เน็ตในวันที่ผมเริ่มรู้จักมัน
ยุคแรก: เว็บที่มีไว้เพื่อแบ่งปันข้อมูล
World Wide Web ถือกำเนิดขึ้นเมื่อต้นทศวรรษ 1990 จากความคิดง่าย ๆ ว่า เอกสารบนคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งควรอ้างอิงไปหาเอกสารบนอีกเครื่องหนึ่งได้ เครื่องมือที่ทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นคือ ลิงก์
เว็บไซต์ยุคนั้นเป็นหน้า static ล้วน ๆ มีตัวหนังสือ รูปไม่กี่รูป สีพื้นเรียบ ๆ ไม่มีอัลกอริทึม ไม่มีฟีด ไม่มีปุ่มกดไลก์ คนทำเว็บเพราะมีบางอย่างอยากบอก อาจเป็นวิธีซ่อมเครื่องยนต์ บันทึกการปลูกกล้วยไม้ หรือคู่มือตั้งค่าโมเด็ม แล้วก็ลิงก์ไปหาเว็บของคนอื่นที่เขียนเรื่องเดียวกันได้ดีกว่า
สิ่งที่ถูกให้ความสำคัญคือ ประโยชน์ ไม่ใช่ความน่าตื่นเต้น ถ้าเนื้อหาดี คนอื่นจะลิงก์มาหาเอง เว็บที่มีประโยชน์จึงค่อย ๆ ถูกค้นพบ
ลิงก์คือหัวใจของ www เพราะมันคือการบอกว่า “เรื่องนี้มีคนอธิบายไว้ดีกว่าผม ไปอ่านต่อที่นั่นได้เลย”
เว็บบอร์ดและบล็อก: เมื่อทุกคนเริ่มมีเสียง
ต่อมาเว็บไม่ได้มีแค่คนทำเว็บกับคนอ่านอีกต่อไป เว็บบอร์ดทำให้คนแปลกหน้าที่สนใจเรื่องเดียวกันมาคุยกันได้ ใครมีปัญหาก็ตั้งกระทู้ ใครรู้ก็เข้ามาตอบ กระทู้ดี ๆ อยู่ได้เป็นสิบปีและยังค้นเจอจนถึงวันนี้ ห้องเกษตร ห้องคอมพิวเตอร์ ห้องช่าง แต่ละห้องคือชุมชนของคนที่อยากรู้เรื่องเดียวกัน
จากนั้นบล็อกก็เข้ามา ทุกคนมีพื้นที่ของตัวเองโดยไม่ต้องเขียนโค้ดเป็น บล็อกเกอร์ลิงก์หากัน แนะนำบล็อกของเพื่อนไว้ข้างหน้า มีระบบ RSS ให้คนอ่านติดตามบทความใหม่ได้โดยไม่ต้องผ่านใคร ช่วงนั้นผมเองอ่านบล็อกเรื่องเครือข่ายและงาน DIY มากกว่าหนังสือเสียอีก
โซเชียลมีเดีย: โลกที่เชื่อมทุกคนเข้าหากัน
แล้วคำว่า “โซเชียลมีเดีย” ก็มาถึง มันพาคนที่ไม่เคยเขียนเว็บ ไม่เคยตั้งกระทู้ เข้ามาอยู่บนโลกออนไลน์ได้ในไม่กี่คลิก เราได้เห็นเพื่อนสมัยเรียนที่ไม่ได้เจอกันนาน ได้รู้ว่าญาติที่อยู่ไกลกำลังทำอะไร ได้เข้ากลุ่มคนเลี้ยงปลา กลุ่มคนทำโซล่าเซลล์ กลุ่มคนใช้ OpenWrt
ช่วงแรกของยุคนี้คือช่วงที่ดีมาก ความคิดสร้างสรรค์เกิดขึ้นหลากหลายมิติ อยากรู้เรื่องอะไรก็ค้นหา สนใจเรื่องไหนก็เข้าไปอยู่ในกลุ่มนั้น ฟีดที่เราเห็นคือเรื่องราวของคนที่เรารู้จักและสิ่งที่เราเลือกติดตามเอง
วันนี้: จากโซเชียลมีเดีย สู่สงครามของแพลตฟอร์ม
ผมคิดว่ายุคของ “โซเชียล” ในความหมายเดิมได้ผ่านไปแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่คือแพลตฟอร์มที่แข่งกันแย่งเวลาของผู้ใช้ และกติกาที่เปลี่ยนไปตามผลประโยชน์ของแพลตฟอร์มเอง
- ลิงก์ถูกลดความสำคัญ หลายแพลตฟอร์มลดการมองเห็นโพสต์ที่มีลิงก์ออกไปข้างนอก บางที่ถึงขั้นห้าม เพราะไม่อยากให้คนออกจากแอป ทั้งที่ลิงก์คือการอ้างอิง คือการให้เครดิต และคือสิ่งที่ทำให้ www เกิดขึ้นมาตั้งแต่ต้น
- เพื่อนมองไม่เห็นกันอีกต่อไป โพสต์ของเพื่อนเราแทบไม่ขึ้นในฟีด และโพสต์ของเราเพื่อนก็แทบไม่เห็นเช่นกัน ระบบเป็นคนตัดสินว่าใครควรเห็นอะไร
- ฟีดเต็มไปด้วยสิ่งที่เราไม่ได้เลือก คลิปไวรัล กระแสดราม่า และเนื้อหาที่ถูกออกแบบมาให้หยุดนิ้ว ไม่ใช่ให้ความรู้
- กติกาเปลี่ยนตลอดเวลา สิ่งที่ได้ผลเดือนนี้อาจโดนลดการมองเห็นในเดือนหน้า คนทำเนื้อหาต้องวิ่งตามอัลกอริทึมไม่รู้จบ
ลองเทียบให้เห็นภาพในตารางเดียว
| ยุค | หัวใจของยุค | ใครเป็นเจ้าของพื้นที่ |
|---|---|---|
| เว็บ static ยุคแรก | ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และลิงก์ | คนทำเว็บ |
| เว็บบอร์ด | ถามตอบ และชุมชนตามความสนใจ | ชุมชน |
| บล็อก | เรื่องเล่าส่วนตัว และ RSS | ผู้เขียน |
| โซเชียลมีเดียยุคแรก | เพื่อน และกลุ่มที่เราเลือก | ผู้ใช้กับแพลตฟอร์มร่วมกัน |
| ยุคแพลตฟอร์ม | เวลาบนหน้าจอ และยอดการมีส่วนร่วม | แพลตฟอร์ม |
คอลัมน์สุดท้ายคือสิ่งที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุด เราเริ่มจากการเป็นเจ้าของพื้นที่ของตัวเอง แล้วค่อย ๆ กลายเป็นผู้เช่าโดยไม่รู้ตัว
จุดที่รู้สึกว่าพอแล้ว
ไม่มีเหตุการณ์ใหญ่อะไร มันค่อย ๆ สะสมมาเอง คืนหนึ่งผมเลื่อนฟีดเกือบชั่วโมง แล้วนึกไม่ออกเลยว่าเพิ่งดูอะไรไป ไม่ได้ความรู้ใหม่ ไม่ได้ข่าวของเพื่อน ได้แต่ความรู้สึกเหนื่อยแปลก ๆ และอีกหลายวันต่อมาผมก็ยังนั่งคิดว่าคลิปหน้าควรใส่เพลงอะไรให้คนดูจนจบ
ผมเบื่อ และเริ่มรู้สึกว่ามันไร้สาระ ทั้งสิ่งที่ผมดู และสิ่งที่ผมพยายามทำให้คนอื่นดู
เหมือนคนที่หนีความวุ่นวายมาทำเกษตร
ถ้าจะหาอะไรเปรียบ ผมนึกถึงคนที่เบื่อชีวิตในเมือง รถติด เร่งรีบ แข่งขันกันตลอดเวลา แล้วตัดสินใจกลับบ้านมาทำสวน
คนเหล่านั้นไม่ได้ทิ้งโทรศัพท์ ไม่ได้ปฏิเสธไฟฟ้าหรืออินเทอร์เน็ต หลายคนใช้เทคโนโลยีมากกว่าตอนอยู่ในเมืองเสียอีก มีเซนเซอร์วัดความชื้นดิน มีแผงโซล่าเซลล์สูบน้ำ มีกลุ่มไลน์แลกเปลี่ยนพันธุ์พืช สิ่งที่พวกเขาทิ้งไว้ข้างหลังคือ จังหวะชีวิตที่คนอื่นกำหนด ไม่ใช่ความทันสมัย
การกลับมาเขียนบล็อกสำหรับผมก็เป็นแบบเดียวกัน เว็บนี้ทำด้วย HTML ธรรมดา เปิดเร็ว ไม่มีโฆษณา ไม่มีอัลกอริทึมมาเลือกว่าใครควรเห็นบทความไหน ผมลิงก์ไปหาแหล่งอ้างอิงได้เท่าที่อยากลิงก์ และใครอยากติดตามก็ใช้ RSS หรือแวะมาเมื่อสะดวก ไม่ต้องรอให้ระบบตัดสินใจแทน
หนีกระแส ไม่ได้แปลว่าตกยุค
คนทำเกษตรรู้ดีว่าต้นไม้ที่ให้ร่มเงาและผลผลิตยาวนาน ใช้เวลาหลายปีกว่าจะโต แต่เมื่อโตแล้วก็อยู่ได้อีกหลายสิบปี เนื้อหาก็คล้ายกัน คลิปไวรัลอาจมีคนดูเป็นแสนในสองวัน แล้วก็หายไป บทความที่อธิบายเรื่องหนึ่งอย่างละเอียดอาจมีคนอ่านแค่วันละไม่กี่คน แต่คนกลุ่มนั้นจะค้นเจอมันไปอีกหลายปี และพวกเขาคือคนที่ตั้งใจหาเรื่องนั้นจริง ๆ
ผมไม่ได้เกลียดโซเชียลมีเดีย และยังใช้มันอยู่เพื่อบอกเพื่อน ๆ ว่ามีบทความใหม่ แต่บ้านหลักของงานเขียน บันทึกการทดลอง และความรู้ที่อยากเก็บไว้ จะอยู่ที่นี่ บนพื้นที่ที่ผมเป็นเจ้าของเอง
การเลือกไม่วิ่งตามกระแส ไม่ได้แปลว่าตามไม่ทัน บางครั้งมันแปลว่าเรารู้แล้วว่าตัวเองกำลังจะไปทางไหน
ถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้ ขอบคุณที่ให้เวลากับตัวหนังสือยาว ๆ ในยุคที่ทุกอย่างต้องสั้นและเร็ว ลองอ่านบทความอื่นในหน้า Blog หรือดูว่าเทคโนโลยีกับการทำสวนไปด้วยกันได้อย่างไรในหน้า นวัตกรรม IoT เกษตร